🏛️ ประวัติความเป็นมาของ Webometrics
ต้นกำเนิดการวัดผลทางวิชาการบนโลกดิจิทัล (Cybermetrics Lab)
📍 จุดเริ่มต้นและการก่อตั้ง
Webometrics Ranking of World Universities ริเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) โดยกลุ่มวิจัย Cybermetrics Lab ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสภาวิจัยแห่งชาติสเปน (Consejo Superior de Investigaciones Científicas - CSIC) ณ กรุงมาดริด
ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 โลกก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มตัว ทีมวิจัยนำโดย Isidro F. Aguillo เล็งเห็นว่า "เว็บไซต์มหาวิทยาลัย" ไม่ควรเป็นแค่หน้ากระดาษประชาสัมพันธ์ แต่ควรเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ งานวิจัย และสะท้อนถึงกิจกรรมทางวิชาการที่แท้จริงของสถาบัน
💡 ปรัชญาเบื้องหลัง (The Philosophy)
Webometrics ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อจัดอันดับความสวยงามหรือจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ แต่มีเป้าหมายหลักเพื่อ "ส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้แบบ Open Access" โดยเชื่อมั่นว่ามหาวิทยาลัยระดับโลกต้องส่งต่อความรู้สู่สาธารณะผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อลดช่องว่างทางความรู้ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
⏳ วิวัฒนาการของเครื่องมือวัดผล
-
ยุคบุกเบิก (2004-2010): เน้นการวัดขนาดของเว็บไซต์ (Size) และจำนวนไฟล์เอกสาร (Rich Files) เช่น PDF, Word, PowerPoint เพื่อดูความหนาแน่นของเนื้อหาวิชาการที่ถูกอัปโหลดขึ้นโลกออนไลน์
-
ยุคเปลี่ยนผ่าน (2011-2020): เริ่มนำฐานข้อมูล Google Scholar และ Scimago เข้ามาใช้ร่วมประเมิน เพื่อวัดความน่าเชื่อถือของการอ้างอิง (Citations) แทนการนับจำนวนหน้าเว็บเพียงอย่างเดียว
-
ยุคปัจจุบัน (2021-ปัจจุบัน): ปรับเกณฑ์ให้กระชับและแม่นยำขึ้น โดยเหลือ 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ Visibility, Transparency และ Excellence เพื่อสะท้อนถึง "ผลกระทบ" (Impact) และ "คุณภาพ" (Quality) ของงานวิจัยอย่างแท้จริง
และมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการปีละ 2 ครั้ง (ช่วงปลายเดือนมกราคม และ กรกฎาคม)